Work : Habit#1 – #16

ข้อ 1 ถึง 16 จะเป็นการปรับปรุงนิสัยที่ส่งผลต่อด้านการงาน 

เริ่มจากข้อที่ 1 ดังนี้ค่ะ

Habit #1: Arrive 15 Minutes Before Necessary

นิสัยที่ 1: ไปก่อนเวลา 15 นาที

One of the best ways to set yourself up for work success is to get to work before you need to be there. If you are in the habit of scooting in just before your first meeting, you’re probably dealing with at least one of the following:

หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการประสบความสำเร็จในการงานคือ การไปทำงานก่อนเวลา หากคุณมักจะเร่งรีบในเวลาอันกระชั้นชิดก่อนเวลาเข้าประชุม คุณอาจต้องพบกับปัญหาต่อไปนี้อย่างน้อยที่สุดหนึ่งข้อ ได้แก่

 Anxiety over how your coworkers perceive you

กังวลว่าเพื่อนร่วมงานจะมองคุณว่าเป็นคนอย่างไร

 Speeding on the way to work

เร่งทำเวลาในการเดินทางไปทำงาน

 Inability to smile and greet coworkers pleasantly

ยิ้มไม่ออกและไม่สามารถทักทายเพื่อนร่วมงานได้อย่างแจ่มใส

 Lack of planning time before you have to dive into actual work

ไม่มีเวลาวางแผนที่เพียงพอก่อนที่จะเข้าสู่การทำงานจริง

 In a nutshell, unnecessary stress Perhaps you’re one of those rare birds who performs well under stress, but most of us flounder. Coming to work late or barely on time puts you at risk for:

กล่าวโดยย่อก็คือ ความเครียดที่ไม่จำเป็นนั่นเอง แม้ว่าบางทีคุณอาจเป็นหนึ่งในคนจำนวนน้อยที่สามารถทำงานได้ดีภายใต้ความเครียด แต่คนเราโดยมากมักจะผ่านไปได้อย่างทุลักทุเล การมาทำงานสายหรือเกือบไม่ทันจะทำให้คุณอาจพบกับความเสี่ยงดังต่อไปนี้

 A computer that won’t start up right away, making you late

คอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้เวลาในการเริ่มต้นการทำงาน ซึ่งอาจทำให้คุณไม่สามารถเริ่มงานได้ทันเวลา

 A parking complication or other unforeseen troubles with transportation

การหาที่จอดรถลำบากหรือปัญหาที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง

 Realizing you didn’t finish that report that is due first thing in the morning If you always arrive early, you will build in a cushion that will protect you from undue stress. It’s the best way to arrive at work calm, positive, relaxed and guiltfree.

เมื่อคุณพบว่าคุณยังทำรายงานที่ต้องส่งเป็นอันดับแรกในตอนเช้ายังไม่เสร็จ หากคุณไปถึงที่ทำงานก่อนเวลาเสมอ ก็เหมือนการที่คุณได้สร้างเครื่องกันกระแทกที่จะปกป้องคุณจากความเครียดอันเกินควร เป็นการดีที่สุดที่คุณจะไปถึงที่ทำงานด้วยใจที่สงบ เป็นบวก ผ่อนคลาย และไม่รู้สึกผิด

To establish this habit, you will need to actually leave your house 15 minutes earlier than you usually do. By doing this, you’ll improve your performance and protect your mental health, all the while bolstering your reputation around the office.

ในการสร้างนิสัยนี้ คุณจะต้องออกจากบ้านก่อนเวลาโดยปกติของคุณ 15 นาที ด้วยการทำเช่นนี้ คุณจะได้ปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานและเป็นการดูแลสุขภาพจิตของคุณเอง ในไม่ช้านิสัยข้อนี้ก็จะส่งเสริมให้คุณมีชื่อเสียงที่ดีในสำนักงานของคุณ

================================================

Habit #2: Choose One Way to Excel Each Day

นิสัยที่ 2 เลือกเพียงหนึ่งอย่างเพื่อทำให้แต่ละวันเป็นวันที่ยอดเยี่ยม

It’s easy to get bogged down at work, forgetting your end goal. Perhaps you took on a job as a software engineer, and you love programming, but you hate all those meetings you must attend before you actually get to program. It’s easy to get discouraged and lose enthusiasm.

สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือคุณอาจพบกับความยุ่งยากในการทำงานซึ่งในที่สุดแล้วก็ทำให้คุณลืมเป้าหมายสุดท้ายของคุณเอง อย่างเช่น  หากคุณทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ และคุณก็รักในงานเขียนโปรแกรม เพียงแต่คุณไม่ชอบเลยที่จะต้องเข้าประชุมก่อนที่คุณจะได้เริ่มงานเขียนโปรแกรมจริง ๆ คุณจึงรู้สึกท้อและสูญเสียความกระตือรือร้น

When you let one piece of the job drag you down, it affects your overall performance. This can negatively impact your ability to grow your career. One habit you can cultivate that will combat this negative spiral is this:

หากคุณปล่อยให้งานเพียงหนึ่งอย่างฉุดรั้งให้คุณรู้สึกไม่ดี  สิ่งนั้นก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมของคุณ และยังสามารถส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการเติบโตในสายอาชีพของคุณ นิสัยประการหนึ่งที่คุณสามารถสร้างขึ้นเพื่อต่อสู้กับความรู้สึกในเชิงลบเดิม ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ก็คือ:

Choose one way to excel at your job on a daily basis. Link this one effort to something bigger than the job you already have. For example, let’s say you are a graphic designer. You don’t really like the project you’re currently on, and the meetings are a drag. However, you hope to start your own graphic design firm someday (or even to just contract on your own, working independently).

เลือกเพียงหนึ่งอย่างเพื่อทำให้งานของคุณยอดเยี่ยมในทุก ๆ วัน โดยเชื่อมโยงความพยายามเพียงหนึ่งอย่างนี้กับบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่างานที่คุณมีอยู่แล้วในปัจจุบัน

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นนักออกแบบกราฟิก แต่คุณไม่ชอบโครงการที่คุณกำลังทำงานเลย และการประชุมก็ทำให้คุณรู้สึกเบื่อหน่าย อย่างไรก็ตาม คุณหวังว่าจะได้เริ่มทำบริษัทออกแบบกราฟิกของตัวเองในสักวันหนึ่ง (หรือรับเหมางานมาทำเองอย่างอิสระ)

What will you need to get a new job or to land clients when you start your own firm? A great portfolio, right?

ถ้าเช่นนั้นแล้วอะไรคือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องมีเพื่อให้ได้งานใหม่หรือเพื่อให้หาลูกค้าได้เมื่อคุณเริ่มทำบริษัทของตนเอง..

แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ที่ยอดเยี่ยม ใช่หรือไม่

Choose to excel in your actual graphic design work each day, even if the actual project is boring, keeping in mind that you can use the project as part of your portfolio if you do a good enough job.

จงเลือกที่จะทำงานออกแบบกราฟิกซึ่งเป็นงานที่แท้จริงของคุณให้ยอดเยี่ยมในทุก ๆ วัน ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วโครงการจะน่าเบื่อก็ตาม แต่ให้จำไว้เสมอว่าคุณสามารถใช้โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแฟ้มสะสมผลงานของคุณ หากคุณทำงานได้ดีพอ

Grit your teeth and get through the meetings required, but pour yourself into the actual design work, creating something you are truly proud of.

จงกัดฟันอดทนและเข้าประชุมตามที่กำหนด แต่ให้ทุ่มเทตัวตนของคุณไปที่งานที่แท้จริงของคุณซึ่งก็คืองานออกแบบ เพื่อเป็นการสร้างสรรค์บางอย่างที่จะทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจได้จริง ๆ

Start your day with the daily habit of choosing one piece to excel in, and you’ll build something impressive over time, regardless of how wonderful or awful your current position actually is.

เริ่มต้นวันของคุณด้วยการเลือกเพียงหนึ่งอย่างแล้วทำให้ยอดเยี่ยมจนกลายเป็นนิสัย แล้วคุณจะสามารถสร้างบางอย่างที่น่าประทับใจได้เมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าตำแหน่งงานของคุณในปัจจุบันนั้นจริง ๆ แล้วจะดีเยี่ยมหรือยอดแย่อย่างไรก็ตาม

=============================================================================

Habit #3: Race Against Yourself

นิสัยที่ 3: จงแข่งกับตัวคุณเอง

I know how easy it is to get distracted and derailed. You get emails, text messages, and instant messages all day long. You go online to research something  for work and some stupid Yahoo article title catches you eye. Perhaps you work from home, where you have a laundry list of distractions that call your name all day long.

ผม (S.J. Scott) รู้ดีว่า เราต่างถูกทำให้ไขว้เขวและถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่ายเพียงใด  ไม่ว่าจะเป็นการที่คุณต้องได้รับอีเมล ข้อความทางโทรศัพท์ และข้อความแชทต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน  ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลทางออนไลน์สำหรับงานของคุณแต่แล้วคุณก็เหลือบไปเห็นหัวข้อไร้สาระบางอย่างใน Yahoo ที่ทำให้คุณสนใจได้ หรือคุณอาจทำงานที่บ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีสิ่งที่สามารถทำให้คุณไขว้เขวได้หลายรายการ

 

You can beat the distraction demons by setting small goals for yourself and then racing against the clock to beat your estimated time frame.

คุณสามารถกำราบอุปสรรคเหล่านั้นที่คอยทำให้คุณไขว้เขวได้ด้วยการตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ สำหรับตนเอง และจากนั้นก็แข่งกับเวลาเพื่อทำงานให้ได้ในกรอบเวลาที่คุณกำหนด

 

Make a habit of setting a goal regarding how much you want to get done each day. Then divide the work into small segments, anywhere from 30 minutes to an hour’s worth of work at a time. Then set a timer for yourself and race against yourself to see if you really can achieve your goals.

ตั้งเป้าหมายให้เป็นนิสัยว่าคุณต้องการทำอะไรให้แล้วเสร็จแค่ไหนในแต่ละวัน จากนั้นแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อย ๆ ที่สามารถทำให้แล้วเสร็จได้ภายใน 30 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง จากนั้นตั้งเวลาสำหรับตัวคุณเองแล้วแข่งกับตัวคุณเอง เพื่อดูว่าคุณจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่

 

By working in short bursts and setting small goals, you’ll find your productivity will far exceed whatever you’d meander through as you proceed without deadlines or goals.

ด้วยการทำงานอย่างเต็มที่ทีละช่วงสั้น ๆ  ร่วมกับการตั้งเป้าหมายย่อยหลาย ๆ เป้าหมาย คุณจะพบว่าคุณทำงานได้มากกว่าการทำงานแบบเรื่อย ๆ โดยไม่มีการกำหนดเส้นตายหรือเป้าหมายแต่ประการใด

=====================================================

Habit #4: Incorporate Stress Management into Your Workday.

นิสัยที่ 4: นำการจัดการความเครียดไปใช้ในวันทำงานของคุณ

Do you work in a stressful environment?

คุณทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดหรือไม่

A recent Pew Research Center Survey reported that 26 percent of women and 21 percent of men surveyed reported “always feeling rushed.” Stress inhibits our ability to think clearly, negotiate well and get along with coworkers.

จากการสำรวจของสำนักวิจัยพิว (Pew Research Center) ล่าสุดรายงานว่า 26 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงและ 21 เปอร์เซ็นต์ของผู้ชาย “รู้สึกเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา”

ความเครียดลดความสามารถในการคิดได้อย่างกระจ่างแจ้งรวมถึงความสามารถในการต่อรอง และยังส่งผลลบต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

That’s why you’ll want to incorporate a simple form of stress management into your workday.

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจึงจำเป็นต้องนำรูปแบบง่าย ๆ ของการจัดการความเครียดมาใช้กับวันทำงานของคุณ

One highly effective way to manage stress is to breathe deeply for five minutes. When a meeting is getting stressful or a day feels harried, excuse yourself to your office, cubicle, restroom or car. Then close your eyes and focus on nothing but your breathing. Set a timer for five minutes and refuse to think about anything else besides how marvelous it feels to breathe in and out.

วิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิผลสูงต่อการจัดการกับความเครียดก็คือ การหายใจเข้าออกลึก ๆ สักห้านาที เมื่อคุณพบว่าการประชุมเริ่มมีความเคร่งเครียดหรือเมื่อคุณถูกรบกวนในระหว่างวัน ให้ปลีกตัวกลับไปที่ห้องทำงานหรือโต๊ะทำงานของคุณ ห้องน้ำ หรือรถของคุณ ตั้งเวลาไว้สักห้านาที จากนั้นหลับตาลงและให้เพ่งความสนใจไปที่ลมหายใจของคุณเท่านั้น ไม่ต้องนึกถึงอะไรทั้งสิ้นนอกจากความรู้สึกอันปลอดโปร่งที่ได้รับจากการหายใจเข้าและหายใจออก

=====================================================

Habit #5: Network

นิสัยที่ 5: สร้างเครือข่าย

Whether you love your current job or hate it, networking is always a wise move.

Why?

ไม่ว่าคุณจะชอบงานปัจจุบันของคุณหรือไม่ก็ตาม การสร้างเครือข่ายเป็นสิ่งที่พึงทำเสมอ

เพราะอะไร

It’s close to impossible to know what your work situation will be five years from now, even if you’re in a stable field, and knowing someone who knows someone is the best way to get a new job or line up a new client.

แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะทราบว่างานของคุณจะเป็นอย่างไรในอีกห้าปีนับจากนี้ ถึงแม้ว่าคุณอยู่ในธุรกิจที่มีความมั่นคงก็ตาม แต่การได้รู้จักกับบางคนที่รู้จักกับใครอีกคนนั้น เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการได้งานใหม่หรือได้ลูกค้าใหม่ ๆ

A recent CNN report tells us that only 15–20 percent of available jobs are advertised. That means somewhere between 80–85 percent of jobs are being filled by personal relationships.

รายงานจาก CNN ล่าสุด ทำให้เราได้ทราบว่ามีงานเพียง 15-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีการประชาสัมพันธ์ นั่นหมายความว่า งานประมาณ 80-85 เปอร์เซ็นต์เป็นงานที่ได้จากความสัมพันธ์ส่วนบุคคล

How do you establish a habit of networking?

แล้วคุณจะสร้างนิสัยของการสร้างเครือข่ายได้อย่างไร

First off, always bring business cards with you wherever you go, and hand them out freely. Be sure to keep up with contacts from time to time, connecting on social networks like LinkedIn so you have a way to get back in touch later on.

เริ่มจากอันดับแรก นำนามบัตรของคุณติดตัวคุณไปด้วยเสมอไม่ว่าจะไปที่ใดก็ตาม และแจกนามบัตรเมื่อมีโอกาส แต่จงแน่ใจว่าคุณรักษาการติดต่อเป็นครั้งคราวอย่างสม่ำเสมอ และการเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างเช่น LinkedIn จะทำให้คุณมีโอกาสกลับไปติดต่อกันได้ในภายหลัง

===============================================

Habit #6: Play to Your Strengths

นิสัยที่ 6: นำจุดแข็งของคุณมาใช้

We all have strengths and weaknesses.

เราทุกคนล้วนมีจุดแข็งและจุดอ่อน

For example, I love to research, plan and write, but I’m not so keen on accounting. That’s why I hire an accountant to handle my taxes and a personal assistant to handle my paperwork.

ยกตัวอย่างเช่น ผม (S.J. Scott) ชอบที่จะศึกษาค้นคว้า วางแผน และเขียน แต่ผมไม่ค่อยมีความสนใจในงานบัญชี นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงจ้างนักบัญชีเพื่อดูแลเรื่องภาษีให้กับผม และจ้างผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อจัดการงานเอกสาร

You also have strengths and weaknesses.

คุณเองก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนเช่นกัน

If you make a habit of using your strengths but delegating your weaknesses to someone else, you will excel in your career.

หากคุณสร้างนิสัยของการใช้จุดแข็งของตนเองและมอบหมายงานที่เป็นจุดอ่อนของคุณให้กับคนอื่น คุณจะมีความเป็นเลิศในอาชีพของคุณ

This is easier to do if you run your own business than if you work a nine-to-five job for the man, but you really can make this shift in most work environments.

นี่เป็นเรื่องง่ายที่จะทำหากคุณมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่หากคุณเป็นพนักงานประจำย่อมเป็นเรื่องยาก แต่อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้วคุณสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ในแทบจะทุกสถานการณ์ของการทำงาน

Collaborate with coworkers on projects or talk to your manager about taking on more work that suits your strengths and shifting assignments that trip you up to someone who is more competent in that area. If your boss is unyielding, look for a new position somewhere that will allow you to use your strengths.

ประสานงานกับเพื่อนร่วมงานในโครงการ หรือคุยกับผู้จัดการของคุณเกี่ยวกับการรับงานที่เหมาะกับจุดแข็งของคุณมากกว่า แล้วมอบหมายงานที่คุณไม่ถนัดให้กับคนที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่าในด้านดังกล่าว หากหัวหน้าของคุณไม่มีความยืดหยุ่น ให้มองหางานใหม่ที่คุณจะมีโอกาสได้ใช้จุดแข็งของตัวเองได้มากขึ้น

====================================

Habit #7: Take a Real Lunch Break

นิสัยที่ 7: จงพักทานอาหารกลางวันอย่างแท้จริง

If you’ve been eating at your desk, you’re cheating yourself—and your coworkers.

หากคุณทานอาหารกลางวันที่โต๊ะทำงานอยู่เป็นประจำล่ะก็ คุณกำลังเอาเปรียบตัวคุณเอง – และเพื่อนร่วมงานของคุณด้วย

A recent survey conducted by LinkedIn and Right Management concluded that 20 percent of Americans eat at their desks while working and 13 percent don’t take any kind of break for lunch.

จากการสำรวจล่าสุดที่ดำเนินการโดย LinkedIn และ Right Management พบว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันทานอาหารที่โต๊ะทำงานของตนเองไปพร้อม ๆ กับการทำงาน และ 13 เปอร์เซ็นต์ไม่พักทานอาหารกลางวันเลย

Work study experts conclude that taking a real lunch break will improve your productivity and prevent job burnout. That means you should at least leave your desk and enjoy a meal where you’re not engaged in work activities.

ผู้เชี่ยวชาญในโครงการศึกษาวิจัยสรุปว่า การพักเพื่อรับประทานอาหารกลางวันอย่างแท้จริงนั้น จะช่วยให้คุณทำงานได้มากขึ้นและทำให้คุณไม่หมดแรงทำงานไปซะก่อน นั่นหมายความว่า อย่างน้อยที่สุดคุณต้องออกจากโต๊ะทำงานของคุณ แล้วไปเพลิดเพลินกับการทานอาหารในที่ที่คุณไม่ต้องมีส่วนร่วมกับกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับงาน

Better yet, walk to a nearby lunch destination. Even if you just walk two blocks to a local restaurant and walk back again, this will help you manage work stress. Moving your body, getting outside in the sun, and getting out of the office all works together to relieve stress and rejuvenate your spirit.

หรือจะให้ดีกว่านั้น ให้เดินไปยังร้านอาหารใกล้ ๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นการเดินแค่ในระยะเพียงสองช่วงตึกก็ตาม เพื่อไปยังร้านอาหารแล้วเดินกลับมาอีกครั้ง การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณได้จัดการกับความเครียดจากการทำงาน

นอกจากนี้การได้เคลื่อนไหวร่างกาย การเดินออกไปรับแสงแดด และการออกจากที่ทำงานพร้อมกันกับเพื่อนร่วมงานยังช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและเติมพลังให้กับจิตวิญญาณของคุณได้เช่นกัน

====================================

Habit #8: Always Look for Intrinsic Rewards

นิสัยที่ 8 จงมองหารางวัลตอบแทนภายใน (Intrinsic Reward)* เสมอ

*รางวัลตอบแทนภายใน (Intrinsic Reward ) เป็นผลตอบแทนที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง เช่น ทำให้ได้เรียนรู้ ทำให้เก่งขึ้น ทำให้มีความสุข ฯลฯ

You might have a really boring job right now. If this is the case, you can either let the job rot your brain out, or you can take control of your destiny. One way you can do this is to daily find an intrinsic reward that has been hidden inside your work.

คุณอาจกำลังเบื่องานของคุณเป็นอย่างมาก ในกรณีเช่นนี้ คุณสามารถเลือกได้ว่าจะปล่อยให้งานกัดกร่อนสมองของคุณ หรือคุณจะเลือกควบคุมโชคชะตาของตัวเอง อย่างหนึ่งที่คุณทำได้คือ การค้นหารางวัลตอบแทนภายในที่ซ่อนอยู่ในงานของคุณในทุก ๆ วัน

What does this mean, practically?

แล้วในทางปฏิบัติจะหมายถึงอะไรบ้าง

Each day you need to find one thing that makes you feel good about doing your job. Maybe it’s knowing you helped someone figure out how to use their bank account, or that you felt fabulous about getting through that huge stack of mortgage papers that needed to get evaluated and processed.

ในแต่ละวันคุณต้องมองหาหนึ่งสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีเกี่ยวกับการทำงานของคุณ อาจเป็นการที่คุณได้ช่วยใครสักคนให้รู้จักวิธีใช้บัญชีธนาคารของตนเอง หรือคุณอาจรู้สึกดีมากที่ได้จัดการกับเอกสารการกู้กองมหึมาที่กำลังรอการประเมินและการดำเนินการให้แล้วเสร็จ

Look for rewards that truly make you proud of yourself. Then write down your one accomplishment each day. Believe it or not, this will help you avoid burnout at your job.

มองหารางวัลที่ทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองอย่างแท้จริง จากนั้นเขียนความสำเร็จหนึ่งอย่างของคุณทุกวัน เชื่อหรือไม่ว่า การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณไม่หมดแรงหรือหมดกำลังใจไปกับการทำงานของคุณซะก่อน

=======================================

Habit #9: Add a “Wake Up” Routine in the Afternoon

นิสัยที่ 9: เพิ่มกิจวัตรยามบ่ายด้วย “การปลุกตัวเองให้ตื่น”  

Perk up in the afternoon (your body automatically enters an energy slump somewhere between one and three every afternoon) by using a natural stimulant.

เพิ่มความกระฉับกระเฉงในยามบ่ายด้วยการกระตุ้นอย่างเป็นธรรมชาติ (เพราะร่างกายของคุณจะเข้าสู่โหมดพลังต่ำในช่วงระหว่างบ่ายหนึ่งถึงบ่ายสามทุกวัน)

A lot of people enjoy caffeine in its various forms, but some people find that an afternoon cup of coffee or soda will interfere with sleep at night. Try the following and see which you can build into your daily afternoon routine:

ผู้คนเป็นจำนวนมากมักจะเพลิดเพลินไปกับการดื่มคาเฟอีนในหลากหลายรูปแบบ แต่บางคนพบว่ากาแฟหรือโซดาที่ดื่มในช่วงบ่ายนั้นทำให้นอนไม่หลับในตอนกลางคืน ลองใช้วิธีต่อไปนี้แล้วดูว่าวิธีใดที่คุณจะสามารถนำไปใช้เป็นกิจวัตรยามบ่ายของคุณได้บ้าง

  • Put a drop of peppermint essential oil under your nose (you will feel more mentally alert).
  • หยดน้ำมันเปปเปอร์มินต์สักหยดไว้ใต้จมูกของคุณ (คุณจะรู้สึกว่าประสาทของคุณมีการตื่นตัวมากขึ้น)
  • Drink a cup of yerba maté tea (this tea contains a mellow stimulant that acts like caffeine but will not make you jittery or interfere with sleep).
  • ดื่มชา Yerba mate (เป็นชาที่มีสารกระตุ้นประสาทเมลโลว์ซึ่งทำหน้าที่คล้ายคาเฟอีนแต่จะไม่ทำให้คุณรู้สึกระสับกระส่ายหรือนอนไม่หลับ)
  • Do jumping jacks or run in place for three minutes.
  • กระโดดตบหรือวิ่งอยู่กับที่สักสามนาที
  • Stretch for three minutes (sun salutations are perfect, but any stretch will do).
  • ยืดเส้นยืดสายเป็นเวลาสามนาที (โยคะท่าสุริยะนมัสการก็เป็นอะไรที่ลงตัว แต่จริง ๆ แล้วจะเป็นการยืดเส้นยืดสายแบบใดก็ได้)

By incorporating an invigorating practice into your afternoon routine,

you will be more productive and enthusiastic at a time of day when you might otherwise be sleepy and unmotivated.

ด้วยการเพิ่มแนวทางปฏิบัติเพื่อกระตุ้นความมีชีวิตชีวาเข้าไปในกิจวัตรในยามบ่ายของคุณ คุณจะสามารถทำงานได้มากขึ้นและมีความกระตือรือร้นได้ตลอดทั้งวัน แม้ในช่วงที่คุณอาจเคยรู้สึกง่วงหรือเฉื่อยชาก็ตาม

============================================

Habit #10: Sandbag When Estimating

นิสัยที่ 10: ให้เผื่อไว้เสมอสำหรับการประมาณการทุกอย่าง

It’s important to be known at work as reliable and dependable. That’s why you should get in the habit of sandbagging, which means padding any estimate on time, money or resources needed to complete a project.

การรักษาชื่อเสียงในด้านความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจได้เป็นเรื่องที่สำคัญ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจึงต้องฝึกนิสัยของการเผื่อไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลา เงินสด หรือทรัพยากรที่ต้องใช้ในการทำให้โครงการสำเร็จลุล่วง

It’s tempting to say you can get a job done quickly, but it’s better to prepare for obstacles. People who routinely come in under budget and on time are going to be trusted and respected more than the people who give optimistic projections and then fall short.

ถึงแม้ว่าคุณอยากจะบอกเหลือเกินว่าคุณสามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้อย่างรวดเร็ว แต่จะดีกว่าหากคุณมีการเตรียมพร้อมสำหรับอุปสรรคต่าง ๆ คนที่สามารถทำงานให้อยู่ในงบประมาณและส่งงานตรงเวลาเสมอจะได้รับความไว้วางใจและได้รับความนับถือมากกว่าคนที่คาดการณ์ในแง่บวกมากเกินไปแต่ทำไม่ได้ตามนั้น

Make it a habit to ask for more time, money and resources than you think you will need.

จงทำให้เป็นนิสัยสำหรับการขอเวลา เงินสด และทรัพยากรให้มากกว่าที่คุณคิดว่าจำเป็นต้องใช้

================================================

Habit #11: Make Yourself Known

นิสัยที่ 11: ทำให้ตัวคุณเองเป็นที่รู้จัก

You probably don’t have problems doing this if you are an extrovert, but many introverts find themselves quietly doing their duties—and then being passed over at bonus time.

เรื่องนี้อาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับคุณ หากคุณเป็นคนที่ชอบเข้าสังคม แต่คนที่เก็บตัวหลายคนอาจพบว่า ตนเองมักจะทำงานอย่างเงียบ ๆ แล้วก็ถูกมองข้ามไปในช่วงของการพิจารณาโบนัสอยู่บ่อย ๆ 

Make it a habit to speak up at least once in every meeting.

จงแสดงความคิดเห็นอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกการประชุมให้เป็นนิสัย

Instead of zoning out in meetings and biding your time until you can get to the “real work,” look for ways to add insight and value in a vocal way.

แทนที่จะแยกตัวเพราะไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการประชุม แล้วมัวแต่นับเวลาว่าเมื่อไหร่จะได้ออกไปทำ “งานจริง ๆ ” ซะที จงมองหนทางเพื่อที่จะได้พูดให้ข้อมูลเชิงลึกในที่ประชุมและหาโอกาสเพิ่มคุณค่าให้กับการประชุมในรูปแบบของคำพูด

This is especially important if you work remotely. If people don’t know who you are and what you contribute, you will be the first one on the chopping block when it comes time for layoffs.

ซึ่งจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งหากคุณทำงานจากระยะไกลนอกสำนักงาน หากผู้คนไม่รู้จักคุณว่าคุณคือใครและคุณมีประโยชน์อย่างไรต่อบริษัท คุณจะเป็นคนแรกที่ถูกพิจารณาหากมีการปลดพนักงานออก

If you happen to be a talker, you may wish to scale back how much you contribute, focusing instead on contributing only valuable input. You don’t want to be known as a boorish person who monopolizes meetings. Instead, you need to stand out for useful, helpful contributions.

หากคุณเป็นคนที่ช่างพูด คุณอาจต้องการบอกให้ที่ประชุมทราบผลงานที่ผ่านมาของคุณ จงให้ความสำคัญกับงานที่สร้างคุณค่าเท่านั้น เพราะคุณคงไม่ต้องการเป็นคนไร้มารยาทที่ผูกขาดการประชุม แต่สิ่งที่คุณควรเป็นคือ คุณต้องกล้าแสดงออกถึงผลงานที่มีประโยชน์และเกื้อกูลต่อบริษัท

========================================

Habit #12: Document Everything Important

นิสัยที่ 12: จัดเก็บเอกสารทุกอย่างที่สำคัญ

 

While you’d like to believe your manager, coworkers and clients will always

remember agreements and negotiations the same way you remember them, it’s

very likely you will encounter disagreements at one point or another.

ถึงแม้ว่าคุณจะเชื่อว่าผู้จัดการ เพื่อนร่วมงาน และผู้ใช้บริการของคุณ จะสามารถจดจำข้อตกลงและการเจรจาต่อรองในแบบเดียวกับที่คุณจำได้ก็ตาม แต่คุณมักจะพบความไม่ลงรอยกันในบางประเด็นเกิดขึ้น

To keep communication clear and to prevent misunderstandings, you will want to

make a habit of documenting the following:

เพื่อให้การสื่อสารมีความชัดเจนและเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดมิให้เกิดขึ้น คุณจำเป็นต้องมีนิสัยในการจัดเก็บเอกสาร ดังนี้

Project specifications and deadlines

   กำหนดเส้นตายการส่งงานและข้อมูลเฉพาะทางเทคนิคของโครงการ

Any discussion of pay rates, raises or bonuses

  การหารือใด ๆ เกี่ยวกับอัตราค่าตอบแทน การขึ้นเงินเดือน หรือโบนัส

Expectations expressed in meetings

  ความคาดหวังที่แจ้งให้ทราบในที่ประชุม

Customer or client issues

ประเด็นของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ

Problems with coworkers

  ปัญหากับเพื่อนร่วมงาน

Get everything in writing. You can do this by documenting through an email

or notes on your computer. If you are documenting sensitive information,

password-protect your document so coworkers can’t possibly get access to it

without your permission.

เก็บข้อมูลทุกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร คุณสามารถทำได้โดยการจัดเก็บเอกสารผ่านทางอีเมลหรือบันทึกข้อความไในคอมพิวเตอร์ของคุณ หากคุณมีการจัดเก็บข้อมูลที่มีความอ่อนไหว คุณควรตั้งรหัสผ่านในการเข้าถึงเอกสารของคุณ เพื่อมิให้เพื่อนร่วมงานสามารถดูเอกสารเหล่านี้ได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุณ

Then, if someone later remembers a bonus discussion differently than you do,

you can check that email or note to yourself and bring the documentation to the

table for discussion.

จากนั้น หากคุณพบว่ามีใครที่พูดคุยถึงข้อมูลเกี่ยวกับโบนัสแตกต่างจากที่คุณทราบ คุณสามารถตรวจสอบอีเมลหรือบันทึกข้อความที่คุณเก็บไว้ แล้วนำเอกสารดังกล่าวมาใช้ในการหารือได้

 

========================================

Habit #13: Avoid Gossiping

นิสัยที่ 13: หลีกเลี่ยงการนินทา

Does your coworker drive you batty?

เพื่อนร่วมงานของคุณทำให้คุณประสาทเสียหรือไม่

If it hasn’t happened to you yet, it probably will someday. It’s tempting to gossip with your friends about “Loud Larry” or “Mustache Mary,” but you’d better think before you start sharing such thoughts with anyone even vaguely related to your career.

แม้ว่าสิ่งนี้ยังไม่เกิดขึ้นกับคุณ แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต คุณอาจอยากนินทาให้เพื่อนฟังเกี่ยวกับ “ลาร์รี่คนเสียงดัง” หรือ “แมรี่มีหนวด” แต่คุณควรคิดก่อนที่คุณจะเริ่มเปิดเผยความคิดของคุณให้ใคร ๆ ทราบ ถึงแม้ว่าบุคคลที่คุณจะกล่าวถึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานของคุณโดยตรงก็ตาม

It’s best to assume that you will have to work with this person again someday, and the next time around, Loud Larry might be your boss. Mustache Mary might be on the review board evaluating your resume for a new position.

เป็นการดีที่สุดที่คุณจะตั้งสมมติฐานไว้ว่า คุณอาจต้องทำงานร่วมกับบุคคลดังกล่าวอีกครั้งในอนาคตหรือเมื่อได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ลาร์รี่คนเสียงดังอาจกลายเป็นหัวหน้าของคุณ แมรี่มีหนวดอาจเป็นคณะกรรมการตรวจสอบที่ทำการประเมินประวัติการทำงานของคุณเพื่อเข้ารับตำแหน่งใหม่

Treat coworkers with respect and keep personal grudges out of the work arena altogether.

จงปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานด้วยความให้เกียรติและเก็บความรู้สึกไม่พอใจส่วนตัวของคุณไว้ให้ห่างจากสถานที่ที่มีการทำงานร่วมกัน

===================================================================

Habit #14: Find a Way to Laugh

นิสัยที่ 14 หมั่นสร้างอารมณ์ขัน

Work-related stress can do more than get you down. It can also interfere with

progress and cooperation in the workplace.

ความเครียดที่มาจากงานไม่เพียงทำให้คุณรู้สึกแย่ แต่ยังสามารถเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าและการได้รับความร่วมมือในที่ทำงาน

One of the best ways to diffuse stress and restore morale is through

laughter.

หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดคือการสลายความเครียดแล้วเรียกกำลังใจกลับมาผ่านเสียงหัวเราะ

In fact, corporate human resource divisions are beginning to recognize the value

of programs like laughter therapy, laughter yoga classes and laughter clubs.

ในความเป็นจริงแล้ว ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของหลายองค์กรเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของโครงการอย่างเช่น การบำบัดด้วยการหัวเราะ คลาสโยคะหัวเราะ และคลับหัวเราะ

Scientists like Charles Schaefer, psychology professor at Fairleigh Dickinson

University, have discovered that even forced laughter can cause physiological

changes that help people feel better.

แม้แต่นักวิทยาศาสตร์อย่างเช่น Charles Schaefer ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัย Fairleigh Dickinson ก็ได้ค้นพบว่า ถึงแม้จะเป็นแค่การฝืนหัวเราะก็ยังสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพได้เช่นเดียวกัน

Your company may not be ready to hold laughter yoga sessions, but you can

lighten the mood during meetings and improve overall morale by getting in touch

with your internal stand-up comedian. Crack a joke when appropriate, and let it

rip with a couple close coworkers over lunch. A good laugh will help you work

better and live better.

บริษัทของคุณอาจยังไม่พร้อมสำหรับการจัดคลาสโยคะหัวเราะ แต่คุณยังคงสามารถผ่อนคลายอารมณ์ในระหว่างการประชุม และเพิ่มบรรยากาศที่ดีโดยรวมได้โดยการหันกลับไปเชื่อมโยงกับเดี่ยวไมโครโฟนภายในตัวของคุณ เล่าเรื่องตลกในเวลาที่เหมาะสมหรือปล่อยมุขกับเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันในช่วงพักเที่ยง การหัวเราะที่ดีจะช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้น

==================================================================

Habit #15: Ask for What You Need

นิสัยที่ 15 ขอในสิ่งที่คุณต้องการ

Have you complained to your friends about something at work? Perhaps you’re

sick of the snarky way your coworker talks to you, or you feel there’s never

enough time to complete projects?

คุณเคยบ่นกับเพื่อน ๆ เกี่ยวกับบางอย่างในที่ทำงานหรือไม่ บางทีคุณอาจเบื่อเต็มทนกับการพูดแบบเหน็บแนมอันแสดงถึงความไม่เคารพที่เพื่อนร่วมงานมีต่อกัน หรือคุณอาจรู้สึกว่าคุณไม่เคยมีเวลาพอที่จะทำงานหลาย ๆ งานให้เสร็จสิ้น

These complaints, if gone unrecognized, are exactly the sorts of things that end

up decreasing work productivity and later resulting in termination or you

deciding the job isn’t worth it. In fact, a study published in Forbes lists lack of

respect and lack of work-life balance as two of the top five reasons people quit

their jobs.

หากปล่อยให้คำบ่นเหล่านี้ผ่านไปโดยไม่ตระหนักรู้ สุดท้ายแล้วการบ่นก็จะลดประสิทธิภาพในการทำงานของคุณ และคุณก็จะยุติการทำงานไปในที่สุดหรือคุณอาจตัดสินใจที่จะไม่ไปต่อกับงานที่คุณคิดว่าไม่มีคุณค่าสมกับความพยายาม ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว งานวิจัยที่เผยแพร่ใน Forbes ได้ยกให้การไม่ได้รับความนับถือและการขาดสมดุลในชีวิตและการทำงานเป็นสองอันดับแรกจากห้าเหตุผลที่ทำให้คนลาออกจากงาน

Talk to management about complaints, explaining exactly what you

need and why you need it. You’ll be surprised at how willing most companies

are to provide exactly what you need—if you ask clearly and directly, without

accusing anyone of wrongdoing.

พูดคุยกับผู้บริหารเกี่ยวกับสิ่งที่คุณบ่น ด้วยการอธิบายให้ชัดเจนถึงสิ่งที่คุณต้องการและเหตุผล  แล้วคุณจะประหลาดใจว่า เกือบทุกบริษัทนั้นเต็มใจอย่างยิ่งที่จะจัดหาสิ่งที่คุณต้องการให้กับคุณ ขอเพียงแค่คุณขออย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน โดยไม่โทษใครเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

Silently holding onto resentment about unmet (and often unexpressed) needs will

often build to the point where you will feel the need to quit. That’s why it’s better

to ask to be moved to a new group or express your need for more time to finish

projects than to just silently seethe at your desk.

การเก็บสิ่งที่ไม่ได้ดังใจ (และบ่อยครั้งก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้บอกใคร) ไว้เงียบ ๆ เป็นความขุ่นเคืองภายในใจนั้น มักจะนำคุณไปสู่จุดที่คุณรู้สึกว่าต้องลาออก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจึงควรขอย้ายไปทำงานกับทีมอื่น หรือขอขยายเวลาในการทำงานให้เสร็จแทนที่จะวุ่นวายอยู่ที่โต๊ะทำงานโดยไม่ปริปาก

 

==========================================================

Habit #16: Leverage the 80/20 Rule

นิสัยที่ 16: เพิ่มประสิทธิภาพด้วยกฎ 80/20

 

You’ve heard the theory that most people get 80 percent of their work done in 20

percent of the time they spend on a project, haven’t you?

คุณเคยได้ยินทฤษฎีที่ว่า จริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 20% ของโครงการในการทำงาน 80% ของโครงการ

That’s because we’re not designed to work at full efficiency at all times. We have

productive times of day and unproductive times, productive environments and

unproductive environments.

นั่นเป็นเพราะว่าเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา ในระหว่างวันเราจะมีช่วงเวลาที่ทำงานได้มากและช่วงเวลาที่เราทำงานได้น้อย หรือบรรยากาศที่เป็นใจให้ทำงานได้ดีและบรรยากาศที่ไม่เป็นใจต่อการทำงาน

 

The key is this: Make sure you are working on the most important

projects during your most productive space of each day.

หลักสำคัญก็คือ จงจัดการดูแลให้คุณได้ทำงานส่วนที่สำคัญที่สุดของโครงการในช่วงที่คุณมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดในแต่ละวัน

 

 What does that mean, practically speaking?

แล้วในทางปฏิบัติหมายถึงอะไรบ้าง

 

Early birds like me should prioritize our most important work for the early

morning, leaving less important work for the afternoon. Those who peak in

solitude should save their most important work for times when they work alone.

คนที่ตื่นเช้าอย่างผมจะให้ความสำคัญกับงานที่สำคัญที่สุดในช่วงเช้า แล้วค่อยทำงานที่สำคัญน้อยกว่าในช่วงบ่าย คนที่ทำงานได้ดีเมื่ออยู่คนเดียวควรจัดเวลาทำงานที่สำคัญที่สุดไว้ในช่วงที่ได้อยู่คนเดียว

 

Those who work best as a group should schedule important tasks to be tackled

with coworkers.

คนที่ทำงานได้ดีเมื่ออยู่กันเป็นกลุ่ม ควรจัดเวลาทำงานที่สำคัญเมื่อได้พบกับเพื่อนร่วมงาน

 

That may mean you have to alter your schedule or talk to your manager. Maybe

you want to come into work an hour early or stay after everyone else leaves at

night. Maybe you’ll want to ask if you can work from home one day a week or

collaborate with coworkers on specific projects.

 

ซึ่งคุณอาจต้องขอสลับตารางการทำงานหรือคุยกับผู้จัดการของคุณ คุณอาจต้องการเข้างานเช้ากว่าปกติหนึ่งชั่วโมง หรือทำงานต่อในเวลากลางคืนหลังจากที่ทุกคนกลับหมดแล้ว หรือคุณอาจขอทำงานจากที่บ้านหรือขอทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานในบางโครงการสักหนึ่งวันต่อสัปดาห์

 

Find your sweet spot, and then make sure you’re tackling the most important

tasks in the best way and time.

ลองค้นหาจุดที่ลงตัวสำหรับคุณ แล้วดูแลให้แน่ใจว่าคุณกำลังทำงานที่สำคัญที่สุดด้วยวิธีการที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่ดีที่สุดแล้ว

 

77 Good Habits to Live a Better Life

By S.J. Scott

http://www.HabitBooks.com

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s